The Mattress

Something weird looking we did for the UNC project about the street children and teens’ lack of love resulted in a new definition of romance.

Photographer : Again, Tottie!

Advertisements

Don’t wear such a grim face!

artboard-13.jpgArtboard 15

ไม่ได้อัพบล็อกมาตั้งแต่เรียนจบปี 2 แน่ะ เพราะว่าปิดเทอมนี้ไปฝึกงานมาที่ Sarintgamol Textile Studio ล่ะ พี่ลูกหนูเจ้าของสตูดิโอให้น้องฝึกงานทำโปรเจคต์ส่วนตัวคนละอย่างมานำเสนอ ซึ่งเราก็บ้าๆ บอๆ ทำของที่ตัวเองอยากได้ไป

โปรเจคนี้ชื่อ Don’t wear such a grim face! ซึ่งตั้งใจจะบอกอ้อมๆ ว่า Wear a Grimm’s instead! ฮิๆ

พอดีโรคคลั่งยุคกลางยังไม่หายขาด ก็เลยเอาเรื่องนี้มาทำอีกแต่เป็นส่วนของนิทานกริมม์แทน ความลับของเราก็คือว่าจริงๆ ก่อนขึ้นประถมหนึ่งยังอ่านหนังสือไม่คล่องเท่าไร แม่ซื้อนิทานกริมม์มาให้อ่านชุดนึงมีหกเล่ม แล้วมันสนุกมากจนเราต้องยอมอ่านเอง รอให้คนอื่นอ่านให้ฟังไม่ไหวแล้ว สุดท้ายก็เลยเรียกได้ว่าชอบอ่านหนังสือไปเลยเพราะนิทานกริมม์นี่แหละ คิดว่ารากฐานการชอบเรื่องลึกลับของเราก็ต้องมาจากนิทานนี้ด้วยแน่ๆ เพราะเรื่องมันค่อนข้างโหดร้ายสำหรับเด็ก แม่คงไม่ได้สกรีนก่อนซื้อชัวร์

Artboard 7.jpg
ยุคกลางของฉัน
Artboard 4.jpg
รวบรวมภาพประกอบนิทานกริมม์มาดูซิ

โปรเจคต์เราคือ ทำ accessories ที่ได้แรงบรรดาลใจจากนิทานกริมม์ เราก็เลือกเรื่องที่แปลกๆ ไม่ค่อยมีคนรู้จักมาทำเป็นเครื่องประดับชิ้นเล็กๆ ด้วยเทคนิคพวก felting ปักผ้า โครเชต์ ผสมกัน ผลคือทำนานมากกกกกๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ใช้เวลาทำอยู่เป็นเดือนเลย นั่งทำจนตาหลุด แม่ก็ด่า (ใช้แม่ถักโครเชต์) แต่สุดท้ายก็คิดว่าออกมาน่ารักดีเหมือนกันนะ

ขอบคุณพี่ลูกหนู advisor ฮ่าๆๆๆ สำหรับการฝึกงานที่สุดแสนเม้ามอยและสนุกสนาน ขอบคุณแม่ที่คอยนั่งช่วยตลอด ทั้งปักไข่มุกและถักโครเชต์ ขอบคุณท๊อตตี้ที่น่ารักก ช่างกล้องของเราที่อุตส่าห์ออกจากบ้านมาถ่ายรูปให้โดยเฉพาะ ขอบคุณพี่เบญ ช่างกล้องที่น่ารักอีกคน ขอบคุณพี่ปุ๋ยและพี่ปิงปองผู้น่ารักก ขอบคุณพี่ณัฐพี่ปั้นที่คอยทนเราส่งรูปไปอวดด้วยค่ะ ขอบคุณเจ้ามายสำหรับคำแนะนำและปรึกษาด้วย

ชิ้นแรกคือ Rapunzel’s Bonnet

Screen Shot 2560-08-11 at 4.21.07 PM.png

จริงๆ แล้วใครๆ ก็รู้จักเรื่องราพันเซล แต่เราไม่ได้สนใจหรือชอบเรื่องของเจ้าหญิงผมยาวนี่เลย ยกเว้นที่ว่าราพันเซลได้ชื่อนี้มาเพราะแม่ราพันเซลแพ้ท้องอยากกินผักกาด (ผักกาดชื่อราพันเซลของเยอรมัน) พ่อเลยไปขโมยผักในสวนแม่มดมาให้กิน ชอบแค่เรื่องนี้เรื่องเดียว ก็เลยอยากทำสวนผักกาดเป็นผ้าโพกหัว

งานนี้ก็สนุกตรงที่ปักดีเทลดอกไม้ตรงขอบที่สุดเลย เพราะผักแม่เป็นคนถัก ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ลายปักดอกไม้ที่ขอบไม่เหมือนกันทุกดอกเลยนะ

DSCN9156.jpgArtboard 6.jpg

 

เซ็ตเข็มกลัดมีทั้งหมด 4 ชิ้นมาจากคนละเรื่องกันหมดเลย

1 – เข็มกลัด ‘สิงโตชอบกินขนมปัง’ จากเรื่อง Water of Life

เล่าย่อๆ ประมาณว่า พระราชาแก่มากเลยใช้ลูกสามคนไปตามหาน้ำอมฤทธิ์ ตามสไตล์นิทาน พี่ชายสองคนก็ปากไม่ดี เลยไปพูดจาดูถูกคนแคระที่รู้ว่าเคล็ดลับการปราบปราสาทที่น้ำนี้อยู่ทำยังไงถึงจะรอด ก็เลยเดี้ยงหาไม่เจอ แต่น้องชายคนสุดท้องใจดีเลย คนแคระเลยเอาขนมปังให้สองก้อนบอกว่าให้โยนให้สิงโตที่เฝ้าปราสาทอยู่กิน มันจะได้หลับไปไม่มาวอแว

screen-shot-2560-08-11-at-4-36-26-pm.png

DSCN9119

 

2 – เข็มกลัด ‘เตาเหล็กซ่อนคนหล่อ’ จากเรื่อง The Iron Stove

เรื่องมีอยู่ว่า เจ้าหญิงไปเดินเล่นแล้วเจอเตาเหล็กทิ้งขว้างอยู่ในป่า เตาพูดได้บอกว่าให้ช่วยเขาออกไปที เจ้าหญิงเลยเอาส้อมขูดๆ เป็นรูมองเข้าไปเห็นตาอันสวยงามอยู่ข้างในจึงสรุปว่าต้องเป็นคนหล่อแน่ๆ เรื่องต่อจากนี้ก็ตามระเบียบ มีการหักหลังและคบชู้

 

DSCN9125

 

3 – เข็มกลัด ‘คนแคระขนไข่มุกมากเกินไปจนมองไม่เห็นตัว’ จากเรื่อง Snow-white and Red-rose

เป็นเรื่องที่ไร้คุณธรรมสอนใจพอควร มีพี่น้องผู้หญิงหน้าตาดีสองคนอยู่กับแม่ในบ้านกลางป่า อยู่มาวันนึงก็มีหมีมาขออยู่ด้วย หมีใจดี แต่ตอนกลางคืนหมีจะออกไปเฝ้าสมบัติของหมี วันหนึ่งพี่น้องเดินในป่าเจอคนแคระหอบของมาเยอะแยะและสะดุดรากไม้หน้าคว่ำ เคราพันกัน พี่น้องเลยช่วยกันเอากรรไกรมาตัดเคราออกทำให้คนแคระโมโหมาก เรื่องก็เกิดซ้ำๆ จนคนแคระเคราสั้นลงเรื่อยๆ ตอนจบสรุปว่าสมบัติที่คนแคระหอบของไข่มุกของหมีที่อุตส่าห์เฝ้าอยู่นาน หมีโมโหฆ่าคนแคระ หมีจริงๆ แล้วเป็นพระราชาโดนสาปมา จบ

Artboard 14

DSCN9135

 

4 – เข็มกลัด ‘ไปหยิบแอปเปิ้ลจนหัวหลุด’ จากเรื่อง The Juniper Tree

โหดร้ายและไม่เหมาะกับเด็กด้วยประการทั้งปวง เรื่องมีอยู่ว่า เด็กผู้ชายอยู่กับน้องสาว แม่เลี้ยง และพ่อ วันหนึ่งแม่เลี้ยงใช้ให้เด็กผู้ชายไปหยิบแอปเปิ้ลในหีบ พอเห็นเด็กก้มหัวลงไปก็เลยได้ทีปิดฝาหีบดังฉึบ หัวหลุดลงไป แม่เลี้ยงเลยฉลาดเอาหัวไปตั้งไว้บนตัวแล้วใช้ให้ยายน้องสาวไปสะกิดปลุกพี่ชาย น้องสาวสะกิดปุ๊บหัวก็โคลงเคลงลงมา น้องตกใจใหญ่ เรื่องต่อจากนี้ก็คือพี่ชายได้ไปเกิดใหม่เป็นนกที่ชอบร้องเพลงบนต้นจูนิเปอร์ ร้องไปร้องมาก็คาบเอาหินโม่มาทับคอแม่เลี้ยงหักแก้แค้นซะเลย จบ

artboard-12.jpg

DSCN9137

 

 

 

DSCN9155

รูปรวมข้าวของต่างๆ

Water, Fire, Horse’s foot and Hound’s tooth

u.jpg

ทำผ้าพันคอในโปรเจควิชา Illustration ที่พี่กราฟมาสอน คราวนี้ให้เน้นทำรีเสิร์ชกับดรออิ้งทดลองเยอะ เอนจอยพาร์ตรีเสิร์ชมาก เพราะกำลังอินยุคกลางได้สักพักแล้ว เราเลยเอาเรื่องการทำพิธีศีลจุ่มให้ทารกในยุคกลางที่อยากปกป้องเด็กให้พ้นจาก น้ำ ไฟ ตีนม้า ฟันหมา มาใช้ พูดแล้วมันดูมีทั้งเหนือจริงและซีเรียสไป

พร้อมกันดี อันนี้เป็นมู้ดบอร์ดตอนทำงาน ตลกดี ได้ลองวาดไปเยอะพอสมควรแต่ไม่ได้ถ่ายมาด้วย

moodboard

มีการ์ดประกอบ

Postcard

The World of Rampo

เอโดงาวะ รัมโป และโลกยุคไทโช (1920’s) อันสยองขวัญพิสดารพันลึก

*คำเตือน = ระวังมีสปอยล์นิยายของรัมโป แต่ทุกเรื่องที่พูดถึงเป็นเรื่องที่มีแปลเป็นภาษาไทยทั้งหมด หาอ่านกันได้ค่ะ

Collage เหล่านี้นำภาพญี่ปุ่นในสมัยเมจิ (1890’s) ถึงต้นยุคโชวะ (1930’s) มาผสมกัน โดยนำมาจากเว็บ oldphotojapan กับ meijishowa โปรดติดตามงานแปลและซื้อกันด้วยนะคะ ผู้แปลทั้งสองคนในเมืองไทยตอนนี้แปลได้ดีมากๆๆๆๆๆ

ขอบคุณ พ่อ พี่สาว คุณปาริฉัตร เสมอแข และคุณฉวีวงศ์ อัศวเสนา

New-demon1New-demon2

เกาะปีศาจฆาตกรรม (1929 นิยายขนาดยาว)

ใน ‘เกาะปีศาจฆาตกรรม’ นวนิยายขนาดยาวลูกผสมของเรื่องสืบสวนสอบสวน-นวนิยายวิทยาศาสตร์-การผจญภัยนี้ ได้รับการขนานนามว่าเป็นผลงานที่แปลกประหลาดที่สุดของรัมโป

เรื่องราวนี้เริ่มจากคดีฆาตกรรมที่เป็นไปไม่ได้สองคดี หนึ่ง แฟนสาวของตัวเอกถูกฆ่าในบ้านที่ไม่มีทั้งทางเข้าและทางออก สอง เพื่อนนักสืบที่กำลังจะบอกความจริงแก่ตัวเอกถูกฆ่ากลางชายหาดท่ามกลางกลุ่มเด็กขณะกำลังถูกกลบทรายเล่นที่ตัว ความจริงอันน่าตื่นตะลึงถูกเปิดเผยและสืบสาวไปสู่ผู้จ้างวานที่แท้จริงบน ‘เกาะปีศาจ’

สามารถหาซื้อได้ตามร้านหนังสือ จากหนังสือชื่อนี้แปลโดย คุณฉวีวงศ์ คนแปลเดียวกับที่ลงในเว็บผู้จัดการ

New-humanchair2.jpg

เก้าอี้มนุษย์

กล่าวถึงช่างทำเฟอนิเจอร์หนุ่มคนหนึ่งซึ่งซ่อนตัวอยู่ในเก้าอี้นวมที่เขาทำขึ้นเพื่อโอบกอดเหล่าหญิงสาวที่มานั่งมัน ในเรื่องเราได้รับรู้ผ่านมุมมองของนักเขียนสาวชื่อดังนามว่าโยชิโกะซึ่งได้รับจดหมายจากนายคนนี้ สารภาพว่าได้ซ่อนอยู่ในเก้าอี้เป็นเวลานาน ในตอนแรกเขาตกหลุมรักแหม่มสาวที่มาใช้บริการโรงแรมสไตล์ฝรั่ง แต่ทว่า…
ติดตามใน http://www.manager.co.th/Japan/ViewNews.aspx?NewsID=9590000106143

New-Kijisa

นักเดินทางกับรูปผ้า (เรื่องสั้น)

ใน ‘นักเดินทางกับรูปผ้า’ ตัวเอกของเรื่องเล่าอย่างไม่แน่ใจนักว่าตกลงเรื่องตัวเองกำลังจะเล่าเป็นเรื่องที่เคยเกิดขึ้นจริงหรือความฝันกันแน่

เขากำลังโดยสารรถไฟตู้หนึ่งร่วมกับนักเดินทางแก่หง่อมอีกเพียงคนเดียว นักเดินทางคนนี้หอบหิ้วกรอบรูปอันหนึ่งมาด้วยและเล่าว่าเมื่อหลายสิบปีก่อน พี่ชายของเขาไปเที่ยวชมบนหอคอยกลางกรุงโตเกียวและมองลงมาเห็นหญิงผู้หนึ่งสวยจับใจ ตกหลุมรักไม่เป็นอันกินอันนอน แต่ทำอย่างไรก็หาหญิงผู้นั้นไม่พบเสียที

ในที่สุดพี่ชายก็ได้รู้ว่าหญิงที่เขาเห็นผ่านกล้องส่องทางไกลบนหอนั้น เป็นเพียงรูปที่ทำจากเศษผ้าขึ้นมาอย่างสวยงามเป็นพิเศษในตู้หยอดเหรียญดูฉากจำลองของงานวัด สุดท้ายจึงได้แต่กลับไปดูผ่านกล้องดังกล่าวทุกวันๆ จนถูกดูดเข้าไปในภาพเศษผ้าในที่สุด

อ่านได้ในหนังสือเรื่อง สยองขวัญ โดยสำนักพิมพ์ผีเสื้อ

New-stalkerintheattic

แผนสังหารใต้หลังคา (เรื่องสั้น)

ใน ‘แผนสังหารใต้หลังคา’ นายซาบุโร ตัวเอกของเรื่องได้กระทำการแอบมองใครต่อใครใช้ชีวิตส่วนตัวจากบนหลังคาซึ่งเชื่อมยาวต่อกันของหอพักแบบญี่ปุ่นแห่งหนึ่ง ตัวเอกที่มีลักษณะเบื่อโลกจนต้องหากิจกรรมเลวสุดขั้วชั่วอย่างไร้แรงจูงใจทำเช่นนี้เป็นหนึ่งใน sterotype ยอดฮิตของรัมโป

ซาบุโรแอบมองผู้คนร่วมรัก ใช้ชีวิตอย่างรู้สึกปลอดภัยใต้หลังคาบ้านตัวเองอยู่ไม่นานก็พบว่าเขาสามารถวางยาพิษเพื่อนร่วมหอด้วยวิธีง่ายๆ ไม่มีใครจับได้โดยการหย่อนยาพิษส่งตรงสู่ปากของเจ้าคนที่ไม่เคยปิดปากนอนคนนี้ได้

สุดท้ายแล้วซาบุโรทำสำเร็จหรือไม่ เชิญติดตามได้ใน http://www.manager.co.th/Japan/ViewNews.aspx?NewsID=9590000125892

New-twinshell

ฝาแฝด (เรื่องสั้น)

ในเรื่องสั้น ‘ฝาแฝด’ รัมโปเล่าถึงความทุกข์ใจของชายผู้หนึ่งซึ่งกำลังจะขึ้นตะแลงแกงจากการฆาตกรรมพี่ชายฝาแฝดตัวเอง เนื่องจากต้องการสวมรอยเป็นพี่ชายซึ่งทั้งรวยกว่า และได้แต่งงานกับคนรักของตน ชายผู้นี้ถูกหลอกหลอนจากความรู้สึกผิดที่ได้ฆ่าคนที่เหมือนเป็นอีกครึ่งหนึ่งของตัวเอง เขาไม่สามารถส่องกระจกได้อีกเลย

ต่อมา เพราะการใช้ประโยชน์จากการเป็นฝาแฝดนั้นทำให้เกิดเหตุการณ์เลวร้ายบางอย่างขึ้นภายหลัง…

อ่านได้ในหนังสือเรื่อง สยองขวัญ โดยสำนักพิมพ์ผีเสื้อ

Hell Kitchen of Chinatown

โปรเจคทำ Information Design ที่เรียนกับพี่พัชร โจทย์คือให้เลือกย่านที่เราเคยไปมาทำ Information Design ซึ่งจะเลือกหัวข้ออะไรก็ได้ เรา น้ำอบ พี่ขอบฟ้า เลือกเยาวราชกัน

เรา น้ำอบ และฟ้าเชียงใหม่เลยไปเยาวราชด้วยกัน ถือกล้องไปด้วยคนละตัว ระหว่างที่กำลังถ่ายรูปสวยงามแถวเวิ้งขายทุเรียนก็โดนพ่อค้าด่าลอยๆ ประมาณว่าเอาแต่ถ่ายรูปแล้วก็ไปแดกร้านอื่น มีความงง คือก็ไม่ได้ถ่ายทุเรียนใครเลยนะชั้นว่า ชั้นก็เออเสียใจ ชั้นทำอะไรผิด ต่อจากนั้นก็ยังเดินสำรวจอีกนานแล้วก็ยังไม่ได้หัวข้ออะไรเลย เลยคิดมาเล่นๆ ว่าเออทำเรื่องตรงไหนพ่อค้าคนไหนดุดีมั้ย คิดแบบขำๆ แต่ก็ติดใจ เลยเอามาเป็นหัวข้อจริงๆ

ตอนแรกส่งสเกตช์ไปโดนบอกว่ากราฟิกเหมือนธรรมกาย เราอาย เราจะไม่โชว์ ฮ่าๆๆๆๆๆๆ แต่เนื่องจากหัวข้อมันสนุกดีและต้องรีเสิร์ชอีกรอบ เราจึงโพสต์เฟสบุ๊กหาแกะน้อยที่จะมาสังเวยในงานให้เรา เพราะชั้นจะไม่ยอมเป็นคนโดนด่าเด็ดขาด ชั้นหน้าบางมาก คนที่เราเลือกมาก็คือ มินนี่ ปุณยนุช ผู้มีความเป็นจีนอยู่ในตัวสูงและมี motto ว่าคนเราจะต้องได้รับบริการที่ดี เธอจึงพร้อมจะไฟต์ พร้อมต่อกร นับเป็นบุคลากรที่สำคัญมากต่อการรีเสิร์ชของเรา

การรีเสิร์ชก็เริ่มขึ้นจากการปริ๊นต์แผนที่เดินกินเที่ยวเยาวราชจากอินเตอร์เน็ตไป แล้วเราก็ทำที่เก็บข้อมูลหน้าตาแบบนี้

Screen Shot 2560-03-10 at 7.20.07 PM.png

ฉันในฐานะนักเก็บโพลจากสวนดุสิต

พวกเราก็เดินเดินเดินไปเรื่อยๆ วนจากหัวถนนไปท้าย จากท้ายไปหัว วนไปวนมาอยู่หลายรอบในการเก็บข้อมูล พอมินนี่เดินเข้าไปถ่ายรูปๆๆๆ ถามๆๆๆๆ เดินๆๆๆ หน้าร้านเขาปุ๊บเสร็จก็จะมาบอกว่าเป็นยังไงโดยมีเราคอยสังเกตการณ์อยู่ใกล้ๆ แล้วช่วยกันตัดสินระดับความดุกับกีตาร์อีกคน วิดีโออยากให้ตามไปดูในเฟสบุค เพราะกลัวโดนฟ้อง แงๆ

ส่วนงานที่เสร็จแล้วจริงๆ ปริ๊นเป็นไซส์ A1 ดูในนี้อาจจะอ่านไม่ออกกันไปหน่อย สังเกตว่าหน้าแต่ละคนวาดมาจากหน้าพ่อค้าแม่ค้าแต่ละร้านนั่นแหละ เรียงตาม Location บนถนนเลย

1.jpg

จบแล้ววันนี้ เดี๋ยวไว้มีเวลาจะมาเล่า conversation ให้ฟังอย่างละเอียด (วันนี้ไม่มีจริงๆ เดือดมาก เดือดจนไม่รู้จะเดือดไปถึงเมื่อไร)

 

Behind the Reply

ซีรีส์เกาหลีที่รักมากที่สุดเรื่องนึงของเราคือ Reply 1988 เป็นเรื่องเกี่ยวกับซอยเล็กๆ ซอยนึงในโซล ปี 1988 มีทั้งหมด 20 ตอน แต่ละตอนเราจะได้ติดตามนางเอกของเรื่อง ด็อกซอน พร้อมกับเพื่อนอีกสี่คนในซอย จองฮวัน แท็ก ดงรยง ซอนอู รวมถึงครอบครัวแต่ละบ้านไปพร้อมกัน ซีรีส์เรื่องนี้พูดถึงเรื่องวัฒนธรรม ความหลัง มิตรภาพ ความรัก และเน้นหนักที่สุดที่ครอบครัว ถึงขนาดที่แท็กไลน์คือ My last love is family

ซีรีส์ชุด Reply มีมาแล้วทั้งหมดสามภาค ได้แก่ 1997 1994 และ 1988 โดยทุกภาคฉายทางทีวีเคเบิ้ล จึงเป็นที่ตื่นตะลึงที่มันทำลายสถิติไปเรื่อยๆ และกลายเป็นฟีเวอร์ตั้งแต่ภาคสองเป็นต้นมา โดยมีภาคแรกมีตัวจุดประกาย แต่ละภาคเป็นคนละเรื่องราว คนละธีม แต่มีความรู้สึกอบอุ่นแบบเดียวกันและเรื่องย้อนความหลังอันหวานชื่นเป็นคอร์หลัก

จริงๆ นี่ก็คืองานเรียนวิชา Indesign ที่มหาวิทยาลัยตอนปี 1 ซึ่งให้ทำเรื่องอะไรก็ได้เป็น e-publishing สามหน้า นี่ก็บ้าพลังมาก ชอบมากละครเรื่องนี้ชั้นรักมาก ชั้นต้องการทำ ทำไปสามหน้าหลักกับยี่สิบสองหน้าย่อย ไม่รู้เป็นอะไร แต่งานอื่นก็เอื่อยๆ เหงื่อยๆ นะ ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆ

ที่ลำบากที่สุดในการทำคือการต้องมานั่งเขียน Biography ด้วยตัวเอง จริงๆ ในเน็ตมีแต่ภาษาไทยมีน้อยและไม่ละเอียดถูกใจ เลยไปเอาอังกฤษกับเกาหลีมานั่งแปลเสริมๆ เข้าไป

ลำบากสองคือ อยากทำแผนผังบ้านตัวละคร สรุปเลยต้องนั่งดูทุกตอนแบบข้ามๆ เพื่อทำผัง โอ๊ย เรื่องแบบนี้ล่ะขยัน

สรุปคือเออนี่สินะความแฟนคลับ ทำเสร็จก็เอาลงทวิตเตอร์ เมนชั่นไปหาแอคซีรีส์เกาหลีว่าช่วยรีทวิตให้หน่อยสิคะ! คือทำมาแล้วก็อยากให้แฟนละครด้วยกันได้เห็นไง แล้วก็มีความสุข (อยู่คนเดียว)

ลงลิ้งก์ epub เต็มๆ ไว้ให้โหลด ณ ที่นี้

Download Behind the Reply.epub

เปิดในไอโฟน ไอแพด แม็กได้แน่นอนโดยโหลดแล้วกด export > copy to iBooks ถ้าโหลดฟังชั่นการขยับและลิงก์หน้าประวัติตัวละครจะทำงานเต็มที่ ส่วนใครดูไม่ได้ก็ดูรูปไปก่อน แหะๆ ดีไซน์และฟอนต์มีความพังบางประการ งานเก่าแล้ว

Shin Hae-chul

Following Kpop

Shin Hae-chul

Shin Hae-chul (1968-2014)

During lunch on October 27, I opened the Korean news portal site on my phone and spotted the character ‘故’ in front of Shin Hae-chul’s name to learn that he had passed away. It was hard to believe. Even though the media had been covering about his hospitalization, who would have thought.

It was hard to believe because he was that person whom you thought would be around to speak and scream his mind when the rest of us were too timid, too fettered, too comfortable, and too self-conscious to do so. He gifted us with his music and persona. He was a tireless musician according to the works created and the accounts of his fellow artists. From his outspokenness many of us experienced vicarious satisfaction. He was a remarkable listener during his career as a radio host. I think it is because of this immense presence of his that he is so deeply…

View original post 32 more words

Answer Me, Deok-seon!

Following Kpop

ds2

Last weekend, South Koreans either watched or didn’t watch the final episodes of Answer Me 1988, which became the most watched show in Korean cable television history with a whopping 21.6%.

Among that population were two passionate schools of matchmakers waiting impatiently as they ruminated the best husband material for our fair Deok-seon. But they would agree that at the heart of the show is a world of kindness, love, and opportunities for social mobility. Things believed to be absent today but present in a world set almost 30 years ago.

The show creators’ ability to connect to younger viewers lacking first-hand experience or recollection of the decade addressed by the show is remarkable. Gifting people weary of “Hell Joseon” with healthy humor and energy is another feat that other Korean dramas apparently have no idea how to achieve at the moment.

I loved the show and the experience of watching it. The characters played…

View original post 1,186 more words

Playlist: Answer Me 1988

Following Kpop

Answer Me 1988 Poster

It’s 1988 this time! I’m not as familiar with the music from this period but I’ll try my best to keep this list updated and correct. It’s amazing that a lot of the music that has been introduced through the show remains popular to this day. I’ve always liked listening to The Zoo and Deulgukhwa. I look forward to finding out new songs and seeing these boys and girls come of age.

Episode 1

To you (그대에게) by Shin Hae-chul (신해철)
奔向未來日子 (분향미래일자) by Leslie Cheung (장국영)
Like the birds (새들처럼) by Byeon Jin-seop (변진섭)
Hand in hand by Koreana
Flying the deep night sky (깊은 밤을 날아서) by Lee Moon-se (이문세)
Korea by 少女隊
Damdadi (담다디) by Lee Sang-eun (이상은)
I want to cry (울고 싶어라) by Love and Peace (사랑과 평화)
From the land of morning (아침의 나라에서) by Kim Yeon-ja (김연자)
Don’t you worry (걱정 말아요 그대) by Lee Juck…

View original post 2,555 more words