Arts, Culture, Journals

Don’t wear such a grim face!

artboard-13.jpgArtboard 15

ไม่ได้อัพบล็อกมาตั้งแต่เรียนจบปี 2 แน่ะ เพราะว่าปิดเทอมนี้ไปฝึกงานมาที่ Sarintgamol Textile Studio ล่ะ พี่ลูกหนูเจ้าของสตูดิโอให้น้องฝึกงานทำโปรเจคต์ส่วนตัวคนละอย่างมานำเสนอ ซึ่งเราก็บ้าๆ บอๆ ทำของที่ตัวเองอยากได้ไป

โปรเจคนี้ชื่อ Don’t wear such a grim face! ซึ่งตั้งใจจะบอกอ้อมๆ ว่า Wear a Grimm’s instead! ฮิๆ

พอดีโรคคลั่งยุคกลางยังไม่หายขาด ก็เลยเอาเรื่องนี้มาทำอีกแต่เป็นส่วนของนิทานกริมม์แทน ความลับของเราก็คือว่าจริงๆ ก่อนขึ้นประถมหนึ่งยังอ่านหนังสือไม่คล่องเท่าไร แม่ซื้อนิทานกริมม์มาให้อ่านชุดนึงมีหกเล่ม แล้วมันสนุกมากจนเราต้องยอมอ่านเอง รอให้คนอื่นอ่านให้ฟังไม่ไหวแล้ว สุดท้ายก็เลยเรียกได้ว่าชอบอ่านหนังสือไปเลยเพราะนิทานกริมม์นี่แหละ คิดว่ารากฐานการชอบเรื่องลึกลับของเราก็ต้องมาจากนิทานนี้ด้วยแน่ๆ เพราะเรื่องมันค่อนข้างโหดร้ายสำหรับเด็ก แม่คงไม่ได้สกรีนก่อนซื้อชัวร์

Artboard 7.jpg

ยุคกลางของฉัน

Artboard 4.jpg

รวบรวมภาพประกอบนิทานกริมม์มาดูซิ

โปรเจคต์เราคือ ทำ accessories ที่ได้แรงบรรดาลใจจากนิทานกริมม์ เราก็เลือกเรื่องที่แปลกๆ ไม่ค่อยมีคนรู้จักมาทำเป็นเครื่องประดับชิ้นเล็กๆ ด้วยเทคนิคพวก felting ปักผ้า โครเชต์ ผสมกัน ผลคือทำนานมากกกกกๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ใช้เวลาทำอยู่เป็นเดือนเลย นั่งทำจนตาหลุด แม่ก็ด่า (ใช้แม่ถักโครเชต์) แต่สุดท้ายก็คิดว่าออกมาน่ารักดีเหมือนกันนะ

ขอบคุณพี่ลูกหนู advisor ฮ่าๆๆๆ สำหรับการฝึกงานที่สุดแสนเม้ามอยและสนุกสนาน ขอบคุณแม่ที่คอยนั่งช่วยตลอด ทั้งปักไข่มุกและถักโครเชต์ ขอบคุณท๊อตตี้ที่น่ารักก ช่างกล้องของเราที่อุตส่าห์ออกจากบ้านมาถ่ายรูปให้โดยเฉพาะ ขอบคุณพี่เบญ ช่างกล้องที่น่ารักอีกคน ขอบคุณพี่ปุ๋ยและพี่ปิงปองผู้น่ารักก ขอบคุณพี่ณัฐพี่ปั้นที่คอยทนเราส่งรูปไปอวดด้วยค่ะ ขอบคุณเจ้ามายสำหรับคำแนะนำและปรึกษาด้วย

ชิ้นแรกคือ Rapunzel’s Bonnet

Screen Shot 2560-08-11 at 4.21.07 PM.png

จริงๆ แล้วใครๆ ก็รู้จักเรื่องราพันเซล แต่เราไม่ได้สนใจหรือชอบเรื่องของเจ้าหญิงผมยาวนี่เลย ยกเว้นที่ว่าราพันเซลได้ชื่อนี้มาเพราะแม่ราพันเซลแพ้ท้องอยากกินผักกาด (ผักกาดชื่อราพันเซลของเยอรมัน) พ่อเลยไปขโมยผักในสวนแม่มดมาให้กิน ชอบแค่เรื่องนี้เรื่องเดียว ก็เลยอยากทำสวนผักกาดเป็นผ้าโพกหัว

งานนี้ก็สนุกตรงที่ปักดีเทลดอกไม้ตรงขอบที่สุดเลย เพราะผักแม่เป็นคนถัก ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ลายปักดอกไม้ที่ขอบไม่เหมือนกันทุกดอกเลยนะ

DSCN9156.jpgArtboard 6.jpg

 

เซ็ตเข็มกลัดมีทั้งหมด 4 ชิ้นมาจากคนละเรื่องกันหมดเลย

1 – เข็มกลัด ‘สิงโตชอบกินขนมปัง’ จากเรื่อง Water of Life

เล่าย่อๆ ประมาณว่า พระราชาแก่มากเลยใช้ลูกสามคนไปตามหาน้ำอมฤทธิ์ ตามสไตล์นิทาน พี่ชายสองคนก็ปากไม่ดี เลยไปพูดจาดูถูกคนแคระที่รู้ว่าเคล็ดลับการปราบปราสาทที่น้ำนี้อยู่ทำยังไงถึงจะรอด ก็เลยเดี้ยงหาไม่เจอ แต่น้องชายคนสุดท้องใจดีเลย คนแคระเลยเอาขนมปังให้สองก้อนบอกว่าให้โยนให้สิงโตที่เฝ้าปราสาทอยู่กิน มันจะได้หลับไปไม่มาวอแว

screen-shot-2560-08-11-at-4-36-26-pm.png

DSCN9119

 

2 – เข็มกลัด ‘เตาเหล็กซ่อนคนหล่อ’ จากเรื่อง The Iron Stove

เรื่องมีอยู่ว่า เจ้าหญิงไปเดินเล่นแล้วเจอเตาเหล็กทิ้งขว้างอยู่ในป่า เตาพูดได้บอกว่าให้ช่วยเขาออกไปที เจ้าหญิงเลยเอาส้อมขูดๆ เป็นรูมองเข้าไปเห็นตาอันสวยงามอยู่ข้างในจึงสรุปว่าต้องเป็นคนหล่อแน่ๆ เรื่องต่อจากนี้ก็ตามระเบียบ มีการหักหลังและคบชู้

 

DSCN9125

 

3 – เข็มกลัด ‘คนแคระขนไข่มุกมากเกินไปจนมองไม่เห็นตัว’ จากเรื่อง Snow-white and Red-rose

เป็นเรื่องที่ไร้คุณธรรมสอนใจพอควร มีพี่น้องผู้หญิงหน้าตาดีสองคนอยู่กับแม่ในบ้านกลางป่า อยู่มาวันนึงก็มีหมีมาขออยู่ด้วย หมีใจดี แต่ตอนกลางคืนหมีจะออกไปเฝ้าสมบัติของหมี วันหนึ่งพี่น้องเดินในป่าเจอคนแคระหอบของมาเยอะแยะและสะดุดรากไม้หน้าคว่ำ เคราพันกัน พี่น้องเลยช่วยกันเอากรรไกรมาตัดเคราออกทำให้คนแคระโมโหมาก เรื่องก็เกิดซ้ำๆ จนคนแคระเคราสั้นลงเรื่อยๆ ตอนจบสรุปว่าสมบัติที่คนแคระหอบของไข่มุกของหมีที่อุตส่าห์เฝ้าอยู่นาน หมีโมโหฆ่าคนแคระ หมีจริงๆ แล้วเป็นพระราชาโดนสาปมา จบ

Artboard 14

DSCN9135

 

4 – เข็มกลัด ‘ไปหยิบแอปเปิ้ลจนหัวหลุด’ จากเรื่อง The Juniper Tree

โหดร้ายและไม่เหมาะกับเด็กด้วยประการทั้งปวง เรื่องมีอยู่ว่า เด็กผู้ชายอยู่กับน้องสาว แม่เลี้ยง และพ่อ วันหนึ่งแม่เลี้ยงใช้ให้เด็กผู้ชายไปหยิบแอปเปิ้ลในหีบ พอเห็นเด็กก้มหัวลงไปก็เลยได้ทีปิดฝาหีบดังฉึบ หัวหลุดลงไป แม่เลี้ยงเลยฉลาดเอาหัวไปตั้งไว้บนตัวแล้วใช้ให้ยายน้องสาวไปสะกิดปลุกพี่ชาย น้องสาวสะกิดปุ๊บหัวก็โคลงเคลงลงมา น้องตกใจใหญ่ เรื่องต่อจากนี้ก็คือพี่ชายได้ไปเกิดใหม่เป็นนกที่ชอบร้องเพลงบนต้นจูนิเปอร์ ร้องไปร้องมาก็คาบเอาหินโม่มาทับคอแม่เลี้ยงหักแก้แค้นซะเลย จบ

artboard-12.jpg

DSCN9137

 

 

 

DSCN9155

รูปรวมข้าวของต่างๆ

Standard
Arts, Journals

ให้เจ้าที่นำทาง

จริงๆ วันนี้เป็นวันทำงาน และดันตื่นบ่ายโมงเพราะตั้งนาฬิกาปลุกผิดจาก 9 AM เป็น PM เศร้ามากกกกก แต่ก็มิวายขออัพบล็อกก่อนทำงาน

วันนี้ตั้งใจจะทำ Research งานลายผ้าที่พี่กราฟมาสอน ไว้โปรเจคนั้นเสร็จจะมาเล่าให้ฟังในอีกเอนทรีนึง งานในเอนทรีนี้จบไปนานนนนนนนนนนแล้ว ลงไปในเฟซบุ๊กแล้วด้วยแหละ

งานคือทำระบบ Wayfinding ให้ Community Mall ใกล้บ้าน เราเลือก Paseo สาขาราชพฤกษ์ที่เค้าตั้งใจทำให้มันดูญี่ปุ่นๆ น่าเสียดายที่มันดูญี่ปุ่นปลอมไปหน่อย ตอนเปิดใหม่ๆ ดูโอเคแต่พอบริหารไปบริหารมาน่าจะไม่มีคนมาดูแลเรื่อง Authenticity ญี่ปุ่นที่แท้จริง เลยมีทั้งแมวกวักยักษ์และกิ่งซากุระปลอมเยอะแยะ

เราทำคอนเซปต์ ‘ให้เจ้าที่นำทาง’ แล้วเอาผีญี่ปุ่นมาใช้เป็นคาแรคเตอร์ในระบบ ในโปรเจคจะได้ออกแบบป้ายต่างๆ ด้วย โพสต์ไว้ให้ดูเล่นๆ ในนี้แล้วกันเนอะ

wayfinding-01.jpgwayfinding-02.jpgwayfinding-04.jpg

ให้เอฟเฟคต์แบบลายพิมพ์บนกระดาษเล็กน้อยตรงที่เป็นจุดๆ จางๆ

Screen Shot 2560-05-13 at 1.45.58 PMScreen Shot 2560-05-13 at 1.45.48 PM

ภาพไซด์วิว กับป้ายเรืองแสงที่วูบวาบตอนกลางคืนเข้ากับความเป็นเจ้าที่ รูปล่างเป็นซีเควนซ์ไฟที่คิดไว้เล่นๆ

Screen Shot 2560-05-13 at 1.52.42 PM.png

Standard
Journals

อยากแต่งอะไรสักอย่าง

เห็น ฮันเซจู ใน Chicago Typewriter แต่งนิยายแล้วเกิดความันมืออยากพิมพต๊อกแต๊กๆ เป็นข้าวตอกแตกบ้าง (สำนวนโบราณเหลือเกิน) ในละครฮันเซจูในโน้ตบุ๊กแต่งนิยาย ส่วน Ghost Writer (เป็น Ghost จริงๆ ด้วย…) ใช้พิมพ์ดีด

เห็นอย่างนี้เราก็เคยเป็นนักเขียนมาก่อน สมัยที่นิยายในเน็ตฮิตๆ ก็นั่งพิมพ์กับเขาเรื่องละเป็นร้อยสองร้อยหน้าได้ตั้งสี่ห้าเรื่องเหมือนกัน แต่ไม่สามารถให้ใครอ่านได้เพราะไฟล์หายไปหมดแล้ว พอนึกย้อนกลับไป ตอนนั้นเป็นตอนที่ไม่มีใครบังคับให้ทำเลย ชอบมีคนบอกว่าให้ทำงานที่ตัวเองรัก ตอนนั้นเราก็รักการเขียนมากจริงๆ อยากจะเห็นตัวละครในหัวใช้ชีวิตไปเรื่อยๆ

แต่การจะแต่งอะไรสักอย่างต้องมีข้อมูลเป็นวัตถุดิบเหมือนกัน ชีวิตของเราซึ่งกินนอนนี้จะเอาอะไรไปแต่งฮึ สมมุติว่าอยากจะแต่งเรื่องฆาตกรรมก็สมควรที่จะมีความรู้เรื่องการแพทย์ ร่างกายมนุษย์ อาชญวิทยาสักหน่อย สังเกตว่าคนแต่งนิยายนักสืบดังๆ สมัยก่อนมีอินเทอร์เน็ตก็เป็นหมอเป็นพยาบาลกันทั้งนั้น (เซอร์อาเธอร์งี้ คริสตี้งี้)

ไว้มีเรื่องมาเล่าให้ฟังจะเอามาลงอีก ฮิๆ

Standard
Journals

Drama Review ตามใจฉัน

ตอนเราอยู่มัธยม เราชอบหาบล็อกอ่านมากเลย โดยเฉพาะบล็อกของคนที่กำลังเรียนออกแบบอยู่เพราะจะได้เตรียมใจว่ากำลังจะต้องทำอะไรตอนมหาวทิยาลัย แต่จริงๆ แต่ละคนก็ไม่เหมือนกันเลยนะ เพราะอย่างเราก็ไม่ได้วาดการ์ตูนเหมือนบล็อกของพี่ๆ ที่เคยอ่าน หรือว่าไม่ได้มี passion ในแบบเดียวกับเค้า

จริงๆ แล้วเราชอบเขียนหนังสือล่ะ ชอบแต่งนู่นแต่งนี่ พอแต่งเสร็จก็อ่านวนซ้ำไปเรื่อยๆ จนท่องได้ทุกคำ เป็นบ้า ฮ่าๆๆๆๆๆๆ

ช่วงที่หยุดยาวนี้ดูละครเยอะมาก Jimi ni Sugoi, Zenkai Girl, First Class, Chicago Typewriter, Strong Woman Dobongsoon

ไม่นับช่วงตั้งแต่ต้นปีจนถึงมีนาซึ่งกวาดดูละครยามะพีที่ค้างไว้ไป 6 เรื่อง!!!!! บ้ารึเปล่า (Code Blue สองภาค Algernon คุณพระ 5->9 Stand Up Dragon Zakura) เรียกได้ว่าดูหกสิบตอนไปเต็มๆ กะผู้ชายคนเดียว ความบ้าคลั่งนี่มันไม่มีที่สิ้นสุดจริงๆ

ละครที่อันดับหนึ่งในซีซัน (ซีซันมั่วๆ ของฉันที่ดูละครเก่าใหม่ญี่ปุ่นเกาหลีปนกัน อันไหนเบื่อก็หยุดแม้จะดูจนถึงตอนสุดท้ายแล้ว เช่น W, Sungkyunkwan Scandal, Legend of the Blue Sea ล่าสุด Jimi ni Sugoi) คือ แต๊นนน

Chicago Typewriter

ละครแนวทดลอง ผีสาง แฟนตาซี ปฏิวัติเกาหลีจากญี่ปุ่น 1930’s นักเขียน เกรียน โรแมนติก คอมเมดี้ ย้อนเวลา มาหมด

คือมีทุกอย่างที่ต้องการขนาดนี้ เข้มข้นหวานมัน เหมือนช็อกโกแลตร้อน ฮ่าๆๆๆๆๆ ยกเครดิตให้นักแสดงนำสามคนโดยเฉพาะอาอินที่จริงๆ ไม่เคยเล่นไม่ดีเลย เรื่องนี้ได้บทที่ถูกใจเรามาก ทั้งๆ อาอินเก่งขนาดนี้อาอินไม่เคยเลือกละครแบบที่เรารักเลยคือลักษณะนี้ พอมาได้เรื่องนี้คือ โอ้โห สุดยอดมาก ตรงใจเรามาก ประทับใจสองคือนางเอก อิมซูจอง ก่อนดูไม่คาดหวังเลยรู้แต่ว่าเค้าเป็นนางเอกรุ่นเก่ากว่าอาอินอีก ปรากฏว่าเป็นธรรมชาติมาก น่ารักมาก ประทับใจสามคือคยองพโย พี่ซอนอูแห่ง 1988 ของเรา

คยองพโย ไม่รู้ว่าทำไมถึงไม่ยอมเป็นพระเอกซะทีหรือยังไม่มีดีลที่ตัเองถูกใจเข้ามา ทั้งๆ ที่ใน Reply เด่นมาก เล่นดีด้วย แต่เค้าก็มีความเป็นสายซัพพอร์ตที่แข็งแกร่งอยู่ เรื่องนี้บทก็น่าสนใจดีเล่นเป็นคนที่คล้ายๆ ว่าจะมาจากอดีต ต้องรอดูต่อไป

ละครใหม่ยามะพีกับคาเมนาชิ เพิ่งออนไปเมื่อวันที่ 15 ยังบอกอะไรไม่ได้ต้องรอดูซับภาษาไทยก่อน บทนี้คล้ายๆ คุซาโนะ อากิระ แต่ติงต๊องน้อยลง กวนตีนขึ้น จากอายุ 20 มาเป็น 32 ก็คงอย่างนี้แหละ ดีใจที่เลิกรับบทคนขี้เก๊กซะที แต่เดี๋ยวคงได้กลับไปเก๊กสุดขีดอีกรอบกับบทหมอไอซาว่าใน Code Blue 3 ซึ่งเรารอดูมากว่าคนเขียนบทจะเอายังไงต่อ ตกลงงักกี้กับพีนี่จะมีอะไรนอกจากความเป็นเพื่อนร่วมงานมั้ย คนดูลุ้นกันมาตั้งแต่ปี 2008 แล้ว คนเขียนนี่มันใจร้ายจริงๆ

จบเอนทรีบ่นละครไว้เท่านี้ เดี๋ยวจะมาบ่นใหม่ เพราะ passion และงานอดิเรกเราคือการดูละคร ไปซะอย่างงั้นเลยเว้ย

ปล. ช่วงนี้ก็ปักผ้านะ แต่งานไม่ค่อยเดินเท่าไร

Standard
Arts, Journals

Sweet! Invest!

งานทำโบรชัวร์เรื่องการเงิน งานกลุ่มสามคนล่ะ

โจทย์คือ ต้องอธิบายเรื่องการลงทุนเบื้องต้นให้เพื่อนกันเองเข้าใจง่ายและสนุก ทำเป็นแผ่นพับที่คลี่ได้เป็นกระดาษไซส์ A3 ก็เลยทำเป็นขนมกัน ตอนทำก็สนุกมากแต่ก็เหนื่อยด้วย ต้องช่วยกันไปเลือกขนม จัดไฟจัดของที่บ้านมินนี่ ทอตตี้เป็นคนถ่ายรูป เสร็จแล้วกลับมาก็ต้องรีทัชจัดเลย์เอ๊าต์กัน

แต่ก็เป็นครั้งแรกๆ ที่ได้ทำอะไรแบบนี้ เป็นความทรงจำที่ดีนะ

วันนี้เป็นวันสงกรานต์ จริงๆ แล้วควรทำอีกงานแต่ว่าขอพักหน่อยเถอะ ช่วงนี้ได้ดูซีรีส์ญี่ปุ่นไปเยอะมากๆๆ หลักๆ ก็เพราะกลับมาคลั่ง YT ใหม่ (เขินมาก คลั่งมานานแล้วแหละจริงๆ แล้ว) แต่ก็ชอบคนอื่นด้วย ตอนนี้กำลังดูเรื่อง Jimi ni Sugoi อยู่ เรื่องเกี่ยวกับนางเอกเป็นนักพิสูจน์อักษรที่จริงๆ แล้วอยากเป็น บก. แฟชั่น เล่นโดยอิชิฮาระ ซาโตมิ นางเอกคนโปรดของเรา น่ารักมากๆ ดูแล้วก็ โอโห นี่มันทำงานกันถวายหัวชัดๆ 555555 ขนาดงานพิสูจน์อักษรยังทำเป็น Career Drama ได้เลย

คิดว่าต้องมี Career Drama กราฟิกดีไซเนอร์ออกมาแล้วแน่ๆ แต่เรายังไม่ได้ไปหาดู กลัว 5555555 ดูแล้วคงหลอนตัวเอง เรื่องต่อไปอาจจะดู First Class ที่เป็นกอง บก. นิตยสารแฟชั่น ฟีลลิ่งจะคล้ายๆ The Devil Wears Prada ไหมนะ (แต่เรื่องนั้นเราก็เคยแค่อ่านหนังสือ ไม่เคยดูหนังเหมือนกัน ทำเอาขยาดวงการนั้นไปนิดๆ)

อีกวงการที่น่าจะทำเป็นละครสนุกก็คือวงการโฆษณา บรึ๊ย

Standard
Arts, Journals

3D Paper sculpture from year 1!

เพื่อนร่วมชั้นคงคิดในใจว่า แหม๊ หล่อนช่างกล้า เอางานปี 1 มาลง แต่เลือกงานที่ชอบแล้วก็เป็นตัวเองมาจะได้ไม่รู้สึกละอายเท่าไร วิชานี้ของนฤมิตอันเป็นโรงงานแบบทำเป็นครอบครัว สงสารทุกคนที่ต้องมาลงเรียนวิชานี้ ทรมานมาก มากมากมากหาใดจะเปรียบ แต่พอผ่านมาได้ก็ชอบนะได้อะไรพอสมควรจากการต้องพยายามเองกับพ่อกับแม่ พ่อกับแม่ช่วยเยอะมาก จนรู้สึกผิดต่อเพื่อนที่ต้องอยู่หอหรือไม่มีคนช่วย

แล้วคือคนทำอ่อนแอสุด ร้องไห้ไปกรีดไปสเกตช์ไป

ทำไปสักพักพอจับจุดได้ก็ไหลลื่น พอไปถึงไฟนอลก็แค่กรีดร้องเพราะงานมันใหญ่ต้องนั่งกรรมกรก่อสร้างเองสามวันสามคืน แต่เรื่องแบบไม่ค่อยมีปัญหาเท่าช่วงแรกๆ แล้ว

งานแรกที่เอามาโชว์คือโคมไฟของนางเงือก เป็นปะการังเรืองแสง อาจารย์ไม่ปลื้มเลย แต่เราปลื้ม

โคมไฟ.jpg

งานที่สองเป็นตัว E แบบดูได้สองด้าน อันนี้พ่อช่วยคิดยูนิต เป็นครั้งแรกที่คิดยูนิตประหลาด สนุกมาก

ตัวอี

อันสุดท้ายที่เลือกมาโชว์คือหมาคอร์กี้ ตัวตรงกลางเป็นสปริงยืดหดได้ ภูมิใจมากตัวนี้ รู้สึกมีสัดส่วนที่ดี สุดท้ายก็ทำตัวใหญ่ออกมาด้วยยาวประมาณสองเมตรได้ ทำจากโครงกระดาษโปะผ้าปูนปลาสเตอร์ โอ๊ยนั่งทำหลังขดหลังแข็ง นึกว่าเป็นพี่กรรมกร สุดท้ายขึ้นราเพราะอ. ขนไปไว้ในห้องน้ำ ฮือๆ แต่มันก็ bound to happen อยู่แล้วตั้งแต่ตอนที่เลือกโครงเป็นกระดาษอะนะ เพื่อนคนอื่นเค้าสั่งตัดโฟมกัน วิธีเราประหยัดแค่ครึ่งเดียวแต่งานไม่คงทน

คิดอีกทีก็ดี ถ้าโฟม เจ้าหมาตัวนี้ก็จะโดนพาอออกงานไปเรื่อยๆ เรื่อยๆ เรื่อยๆ เรื่อยๆ เรื่อยๆ

หมา1.jpg

หมาบอก สวัสดีจ้ะ

คำแนะนำสำหรับผู้ลงวิชานี้ ทำๆ ไปเดี๋ยวก็น่าจะเรียนรู้ไปเอง เราพึ่งเครื่องปริ๊นต์เยอะมาก ใครกำลังทรัพย์มีก็เลเซอร์ก็ได้ อนึ่ง ขอขอบคุณเว็บ korthalsaltes มา ณ ที่นี้ ช่วยชีวิตชั้นยิ่งกว่าอาจารย์คนใดในคอร์ส

Standard